พระพิราพ

Want create site? Find Free WordPress Themes and plugins.

หากคิดจะร่ายรำจนวันตาย

ต้องกราบไหว้บรมครู “พระพิราพ”

 

เรื่องของอาภรรพณ์ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ไทย เคยมีผู้โพสตข้อความลงใน Thaikids.com เอาไว้ว่าใครเคยฟังเพลงนี้บ้างครับ เพลงตับพระพิราพ (จริงๆ แล้ว คือ เพลงตระพระพิราพ) ผมอ่านเจอที่วารสารศิลปวัฒนธรรมที่ห้องสมุดของโรงเรียน ผมจะเล่าเรื่องที่อ่านมาให้ฟัง เพลงตระพระพิราพ เป็นเพลงชั้นครู ในหนังสือที่ผมอ่านนั้น เป็นตอนที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ ปราโม ได้อธิบายในบทความเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย ตอนสุดท้ายมีการแสดงท่าโชว์ โดยที่โชว์ชุดสุดท้ายเป็นการแสดงรำเพลงตระพระพิราพครบชุด คือ ผู้รำสวมศรีษะพระพิราพและท่ารำเป็นท่ารำแม่บท ระหว่างที่มีการสาธิตการร่ายรำอยู่นั้น ท่านคึกฤทธิ์ เริ่มมีสีหน้าไม่ดี แววตาหมองคล้ำ และขณะที่ผู้รำกำลังรำอยู่ ท่านได้ร้องห้จนถึงกับต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา เมื่อการแสดงจบ ท่านได้บอกว่า ขณะที่ทำการแสดงอยู่นั้น ท่านถูกครูทับ ท่านกล่าวว่าทุกครั้งที่ฟังเพลงตระพระพิราพ จะรู้สึกเหนื่อยอ่อน คับใจ แต่ถ้าได้ขอขมาด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้วก็จะหายจากอาการนั้น ท่านยังกล่าวด้วยว่า คนที่มีสมาธิที่แข็งเท่านั้นที่จะฟังเพลงตระพระพิราพได้

เรื่องนี้จริงเท็จประการใด ผู้รู้กรุณาแสดงความคิดเห็นกับทางทีมงาน “โดนพระเครื่อง” ได้นะครับ

ส่วนหน้าพาทย์เพลงองค์พระพิราพเต็มองค์ เป็นเพลงที่มีความสำคัญ เป็นที่เคารพยำเกรงของนาฏดุริยศิลปินทุกท่าน ซึ่งมีความเชื่อว่าเพลงนี้มีมาแต่โบราณ มีปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัดในตำราไหว้ครูฉบับของครูเกษม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกอบพิธีไหว้ครูเมื่อปีขาล พ.ศ. 2397

ผู้ที่จะเรียนเพลงองค์พระพิราพเต็มองค์ต้องมีคุณสมบัติที่โบราณจารย์ได้วางระเบียบเป็นแบบแผนการยึดถือ และปฏิบัติสืบต่อมา คือ ต้องผ่านการเรียนหน้าพาทย์ชั้นต้น หน้าพาทย์ชั้นกลาง หน้าพาทย์ชั้นสูง เป็นผู้มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ เป็นบุคคลที่มีความประพฤติเป็นที่ยอมรับของสังคม มีอายุครบ 30 ปีบริบูรณ์ และผ่านการอุปสมบทมาแล้ว

การรำพระพิราพเต็มองค์ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือ พระยานัฎกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) ได้ถ่ายทอดท่ารำให้นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) โดยต่อท่ารำที่ระเบียงคตหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และออกท่ารำครั้งแรกในงานสมโภชวางพระเศวตคชเดชน์ดิลก เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2470 ณ โรงโขนที่สร้างขึ้นหน้าพระราชวังดุสิต เป็นการแสดงหน้าพระที่นั่งถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ทางทีมงาน “โดนพระเครื่อง” เป็นอีกผู้หนึ่งที่ให้ความเคารพบูชา บรมครูพระพิราพ ให้ท่านช่วยปกปักษ์ ประทานพรอันประเสริฐในการสร้างสรรค์งานศิลปะทางด้านงานเขียน และสิ่งพิมพ์ จึงขออนุญาตถ่ายทอดเรื่องราวของบรมครูพระพิราพ ดังต่อไปนี้

พระพิราพ มีลักษณะหน้ากางคางออก เรียกว่าหน้าจาวตาล สีม่วงแก่ หรือสีน้ำรัก หรือสีทอง ปากแสยะ ตาจระเข้ เขี้ยวทู่หรือเขี้ยวตัด หัวโล้น สวมกะบังหน้า ตอนทรงเครื่องสวมมงกุฎยอดเดินหน กายสีม่วงแก่ 1 พักตร์ 2 กร มีกายเป็นวงทักขิณาวัฎ

 

มีความเชื่อว่า พระพิราพ เป็นครูสูงสุดทั้งฝ่ายนาฏศิลป์และดุริยางค์ศิลป์ เชื่อกันว่าพระองค์เป็นภาคหนึ่งของพระอิศวร ในคติดั่งเดิมเรียกพระองค์ว่า พระไภรวะ, ไภราวะ หรือพระไภราพ เมื่อนาฏดุริยางค์ศิลป์ของไทย รับศาสตร์แขนงนี้มาจากอินเดีย คติการนับถือพระอิศวร นารายณ์ ทวยเทพทั้งหลาย รวมไปถึงพระไภรวะจึงติดตามมาด้วย แต่เมื่อเข้ามาในไทย ได้มีการเรียกนามพระองค์เพี้ยนไปจากเดิมเป็นพระพิราพ คติการนับถือพระพิราพกับการแสดงนาฏศิลป์และดุริยางค์ศิลป์ ปรากฏหลักฐานมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการบันทึกหลักฐานเป็นที่แน่ชัดในราวรัชกาลที่ 2

เนื่องจากนามของพระองค์คล้ายคลึงกับตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นยักษ์เช่นกัน คือ ยักษ์วิราธ และมีการเรียกเพี้ยนเป็นยักษ์พิราพ ทำให้บรมครูสูงสุดกับตัวละครตัวนี้เกิดความสับสนปนเปกัน

พระพิราพ เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ ทรงเป็น นาฏราช หรือมหาบิดาผู้ให้กำเนิดท่ารำนาฏศิลป์แก่มวลมนุษย์  ที่ชื่อว่า “วิจิตรตาณฑวะ” มีทั้งหมด 108 ท่ารำ มีความอ่อนช้อยสวยงาม หาที่เปรียบมิได้ เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวอินเดียแถบลุ่มน้ำคงคา โอริสามหานที และจันทรภาค โดยเฉพาะที่เมืองพาราณสี เชื่อว่าเมื่อท่ารำเหล่านี้ถูกร่ายรำ จะทำให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ขับไล่เสนีดจัญไร หรือมนต์ดำต่างๆ จะพ่ายแพ้หมดสิ้น จึงมีการปั้นรูปเคารพพระไภราวะ กราบไหว้บูชา หรือไม่ก็ปั้นศีรษะของท่านเพื่อขับไลภูติผี ปีศาจ

พระพิราพ ถูกยกย่องให้เป็นครูใหญ่สายยักษ์แห่งวงการนาฏศิลป์ โขน ลิเก ละคร แต่กลับไม่เป็นที่นิยมสร้างรูปเคารพของท่านกราบไหว้บูชาเหมือนเทพองค์อื่นๆ อาจจะด้วยเกรงฤทธิ์อำนาจ อาถรรพณ์ต่างๆ ตามความเชื่อของชนพื้นเมืองในประเทศอินเดีย ว่าเมื่อสร้างท่านขึ้นมาแล้ว ถ้าทำไม่ถูกต้องหรือที่เรียกว่าผิดครู จะทำให้เกิดเรื่องอัปมงคลกับผู้ที่นำเข้าบ้านหรือมาแขวนห้อยคอ ทั้งที่ตามตำนานแท้จริง ท่านคือครูผู้มีเมตตาสูงกับมนุษย์ชาติ เพราะท่านคือองค์พระศิวะ เพียงแต่เป็นปางพระพิราพที่มีหน้าเป็นยักษ์ดุร้ายเท่านั้น

ชาวนาฏศิลป์มีความเชื่อว่า พระพิราพเป็นผู้ขจัดอุปทวอันตราย ขจัดซึ่งเสนียดจัญไรต่างๆ ขณะเดียวกันก็เป็นครูที่แรง หากกระทำกิจใดๆ เกี่ยวกับพระองค์มักมีอาถรรพณ์น่ากลัวเกิดขึ้น จึงเป็นที่เคารพยำเกรงเสมอมา

ในความเชื่อแบบดั่งเดิม เชื่อว่าท่านเป็นครูสายอสูรที่ดุร้าย ไม่ควรนำมาคล้องคอ และท่านยังบริโภคของดิบ ส่วนความเชื่อในสายเทพอวตาร เชื่อว่าท่านเป็นพระศิวะอวตารไม่ต้องบูชาด้วยของสด บูชาด้วยหมากพลู ผลไม้ เพราะท่าน คือ ฤษีตนหนึ่ง

บันทึกในประวัติศาสตร์ของวงการนาฏศิลป์ไทยเมื่อ ปี พ.ศ. 2506 กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดพิธีพระราชทานครอบเศียรพระพิราพ และต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์ให้กับครูใหญ่สายนาฏศิลป์ถึง 4 ท่าน ณ โรงละคร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต  คือ ครูอาคม สายาคม, ครูอร่าม อินทรนัฏ, ครูหยัด ช้างทอง และครูยอแสง ภักดีเทวา โดยมีครูใหญ่อาวุโส นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) เป็นผู้ประกอบพระราชพิธี

วันที่ 25 ต.ค. 2527 ณ ศาลาดุสิตดาลัย พระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีครอบเศียรครูพระพิราพ และต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์ขึ้นอีกครั้ง ให้กับครูศิลปินสายนาฏศิลป์อีกหลายท่าน ในครั้งนี้มีการบันทึกเทปถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่วงการนาฏศิลป์ของประเทศไทย

พิธีไหว้ครูโขน ละคร พิธีครอบ และพิธีต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ เป็นพิธีที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้เป็นศิลปิน กล่าวคือพิธีไหว้ครูเป็นการแสดงคารวะกรรมต่อครูผู้ประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาการให้ ส่วนพิธีครอบหมายความว่าผู้รับครอบได้เริ่มความเป็นศิลปินโดยสมบูรณ์ ส่วนพิธีต่อท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์สูงสุด และศักดิ์สิทธิ์นั้น จะต้องมีพิธีมอบให้เฉพาะแก่ศิลปินที่ได้เลือกสรรแล้ว

พิธีครอบมี 3 ระดับคือ รับครอบเข้าเป็นเครือของศิลปิน และรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัว รับครอบเพื่อประสิทธิ์ประสาทความเป็นครูแก่ผู้ที่จะนำวิชาการไปสั่งสอนศิษย์ และรับครอบให้เป็นผู้ทำพิธีครอบสืบต่อไป ผู้ที่ได้รับครอบให้ทำพิธีครอบสืบต่อไปนั้น เปรียบเสมือนได้เป็นสมมติเทพผู้จะประกอบพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ศึกษาวิชานาฏศิลป และดุริยางค์ศิลป์นั่นเอง

ผู้ที่จะประกอบพิธีครอบโขน ละครได้มี 2 ประเภท 1. คือ ผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครอบพระราชทาน ด้วยประเพณีไทยถือเป็นหลักสืบมาแต่โบราณว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครอุปถัมภ์ของศิลปนานาชนิด เมื่อไม่มีตัวครูในสาขานั้นๆ แล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงมอบหรือครอบพระราชทานผู้ใดให้ปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ และผู้ที่ได้รับพระราชทานครอบแล้วสามารถทำพิธีครอบผู้อื่นต่อไปได้

  1. 2. คือผู้ที่ได้รับประสิทธิ์ประสาทจากครูผู้ประกอบพิธีครอบเดิม โดยจะต้องเป็นศิลปินชาย และเป็นผู้แสดงเป็นตัวพระ อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี เคยบวชเรียนมาแล้ว มีความประพฤติดีอยู่ในศีลธรรม เป็นที่เคารพนับถือของศิษย์ทั้งปวง

การงานสิ่งใด ไม่ว่าศาสตร์แขนงไหนก็ตาม ล้วนมีบรมครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา หากใครที่ไม่เคารพครูบาอาจารย์ ย่อมมีอันเป็นไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เรื่องเหล่านี้ท่านเชื่อหรือไม่อย่างไร!? โปรดพิจารณา

 

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.

About The Author

Profile photo of miracle2727

ASDFSADFASD ASDFA SDFASD FASDASDF ASDFASDFASDFASDFASDFASDFASDF ASDFASDFASDFASDF DSADFASDFASD ADSFADSFASDF ASDFASDFASDF ASDFASDFASDF ASDFSADFASF ASDFASDFASDFA ASDFASDFASD DSAFASDFSADF

Related posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Translate »

Responsive WordPress Theme Freetheme wordpress magazine responsive freetheme wordpress news responsive freeWORDPRESS PLUGIN PREMIUM FREEDownload theme free