จระเข้เฝ้าทรัพย์

Want create site? Find Free WordPress Themes and plugins.

 

ระวังไว้!!! ใครที่งกเงิน ไม่บริจาคทาน

จะเกิดเป็น “จระเข้เฝ้าทรัพย์”

เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระพรรษา
ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน
กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวฉาวสนั่น
บ้างแข่งขันต่อสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง
ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี
(นิราศเดือน)

หลังออกพรรษาที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายท่านคงได้รับซองสีขาวบอกบุญร่วมทอดกฐิน ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธา ทำนุบำรุงพระพุทธศานา ซึ่งถือปฏิบัติมาแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรม 1 ค่ำเดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 หลังออกพรรษา เป็นฤดูถวายผ้ากฐิน ตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตามวัดจะมีญาติโยมมาร่วมงานถวายผ้ากฐินอย่างเนืองแน่น เป็นงานบุญสำคัญที่กระทำได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น โบราณท่านว่าจัดเป็นกาลทาน แปลว่า “ถวายตามกาลสมัย”

กฐินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ กฐินหลวง และกฐินราษฎร์ แต่ที่กำลังเลือนหายไปกับกาลเวลา ทั้งที่ในประเทศไทยมีการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คือ จุลกฐิน หรือกฐินน้อย กฐินแล่น ซึ่งเป็นกฐินราษฎร์ ที่เกิดจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธานำผ้ากฐินไปทอดยังวัดต่างๆ เป็นการเฉพาะ ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า  “ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12  โปรดให้ทำจุลกฐิน”

จุลกฐิน (อ่านว่า จุนละกะถิน) เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น ประเพณีการทำจุลกฐินในปัจจุบันเราจะพบได้ทางภาคเหนือและอีสาน โดยทางภาคอีสานจะเรียกว่า  “กฐินแล่น”  (จุลกฐิน ไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)

จุลกฐินเป็นคำเรียกพิธีทอดกฐินที่ต้องเร่งรีบ ทำให้เสร็จภายในวันเดียว เริ่มตั้งแต่ปั่นฝ้าย ทอเป็นผืนผ้า เย็บ ย้อม ตากแห้งแล้วนำไปทอดเป็นผ้ากฐิน พระสงฆ์รับแล้วก็รีบกรานกฐิน (สงฆ์ยกผ้าอันไม่พอแจกกันให้ภิกษุรูปหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นทําตั้งแต่ซัก กะ ตัด เย็บ ย้อม เสร็จในวันนั้น ทํา พินทุกัปปะอธิษฐานเป็นจีวรครอง เป็นจีวรกฐิน) ในวันนั้นด้วย และกว่าจะเป็นจุลกฐินได้จะต้องใช้ผู้คนมาก และมีความชำนาญเป็นพิเศษ กะเวลาได้ถูกจึงจะเสร็จทันเวลา ขณะทำจะดูชุลมุนไปหมด เพราะต้องเร่งรีบให้ทัน จึงเกิดมีสำนวนไทยเปรียบการทำงานที่ชุลมุน “วุ่นเป็นจุลกฐิน”

เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏเป็นหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้ารับสั่งให้คณะสงฆ์ในวัดพระเชตะวัน ร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะ (เป็นพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้า เมื่อท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านมักตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าจึงยกย่องท่านให้เป็นพระเอตทัคคะผู้เลิศทางทิพยจักษุยาณ หรือตาทิพย์นั่นเอง) ผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้ ในครั้งนั้นถือเป็นงานใหญ่ พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวร โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้

สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องจากกำหนดการมีระยะเวลาจำกัด พระสงฆ์ไม่สามารถดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) เมื่อใกล้เดือน 12 (หมดฤดูกฐิน) ผู้มีจิตศรัทธาจะตระเวนไปตามวัดต่างๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงเร่งรีบจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมแรงร่วมใจจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จ ก่อนหมดฤดูกฐิน โบราณกาลจึงถือว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มากยิ่งนัก เพราะต้องใช้ความอุตสาหพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด 

และสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในเทศกาลกฐิน คือ ธงกฐิน ทั้ง 4 แบบ ได้แก่ธงรูป จระเข้ นางมัจฉา ตะขาบ และเต่า เป็นปริศนาธรรมของคนโบราณที่ได้แฝงไว้ ซึ่งธงกฐินที่ปลิวไสวนี้ยังใช้เป็นเครื่องหมายประจำกฐิน ที่เมื่อมีการทอดกฐินเสร็จสิ้น จะนำธงกฐินไปปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อแสดงให้รู้ว่าวัดนี้ได้มีการทอดกฐินแล้ว

หากวัดใดไม่มีธงกฐินปักไว้ที่หน้าวัด ในช่วงเวลาที่ใกล้จะสิ้นฤดูกฐิน หรือในวันสุดท้ายของการทอดกฐิน ผู้มีจิตศรัทธาทำบุญก็จะใช้เป็นจุดสังเกตุ รู้ได้ทันทีว่าวัดนั้นกฐินตกค้าง หรือ กฐินตก ไม่มีใครจองไม่มีใครทอด ก็จะมาทอดกฐินทันที และด้วยกิริยาอาการที่ไปทอดกฐินอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ในบางท้องถิ่นจึงเรียกว่า กฐินโจร ส่วนปริศนาธรรมที่แฝงไว้ในธงกฐิน มีการเล่าขานจากปากต่อปากดังนี้

ธงกฐินรูปจระเข้คาบดอกบัว 3 ดอก เป็นธงที่ใช้ประดับในการแห่ ปริศนาหมายถึง ความโลภ ที่ทำให้คนกอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะมีช่องทางหรือโอกาส เปรียบจระเข้ที่เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีนิสัยอ้าปากเวลาอยู่บนบก พอมีแมลงวันเข้าไปตอมในปากมากๆ ก็จะงับปากกินแมลงวันเป็นอาหาร เปรียบได้กับมนุษย์ที่มีความโลภ ไม่มีความรู้สึกสำนึกชั่วดี ความถูกต้อง จะเอาให้ได้อย่างเดียว ไม่คำนึงว่าที่ได้มานั้นมีความสกปรกแปดเปื้อนด้วยความไม่ดีไม่งาม หรืออกุศลหรือไม่ ผู้อื่นจะได้รับผลอย่างไรจากการกระทำของตนก็ไม่ได้ใส่ใจ

ตำนานเกี่ยวกับธงจระเข้ มีบันทึกไว้ถึง 3 เรื่องด้วยกัน ล้วนแต่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเรื่องแรกกล่าวถึง การเดินทางในสมัยโบราณที่ต้องอาศัยดวงดาว การทอดกฐินไปยังวัดที่อยู่ห่างไกล จึงดูเวลาจากดวงดาว เมื่อดาวจระเข้ขึ้นก็เคลื่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี

เรื่องที่ 2 เป็นนิทานที่เล่าสืบกันมา กล่าวถึง การแห่กฐินทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง และมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงว่ายน้ำตามเรือไป แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดแรงว่ายต่อไปไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า “เหนื่อยนักแล้วไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองกุศลได้ วานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้าเพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด” อุบาสกผู้นั้นจึงเขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัด และสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

ส่วนเรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเก่าแก่ตั้งแต่โบราณเกี่ยวกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ในอดีตกาล บางครั้งพระท่านก็เทศให้คณะบุญได้รับฟัง กล่าวถึง เศรษฐีขี้ตระหนี่ มีชีวิตหาเงินและเก็บเงิน โดยไม่ยอมใช้จ่าย หรือทำบุญสุนทาน หาเงินได้เท่าไหร่ก็นำไปใส่ตุ่มใส่ไหฝังไว้ที่ริมน้ำ อดทนต่อการกินอยู่ง่ายๆ ทำตนเป็นคนจน ฝ่ายลูกเมียก็อดอยากตามหัวหน้าครอบครัว และไม่รู้ว่าทรัพย์สินมหาศาลเหล่านั้นฝังอยู่ที่ใด

เมื่อเศรษฐีตายไปก็ยังหวงทรัพย์สมบัติ เกิดเป็นจระเข้ที่ดุร้าย คอยวนเวียนเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่ใกล้บริเวณริมน้ำที่ได้นำสมบัติไปฝังไว้ กระทั่งน้ำเริ่มเซาะตลิ่งใกล้ถึงบริเวณที่ฝังสมบัติ ด้วยความกลัวว่าตลิ่งจะพัง เกรงว่าสมบัติจะตกลงสู่สายน้ำกระจัดกระจายหายไป จึงไปเข้าฝันลูกชายในร่างมนุษย์บอกที่ฝังสมบัติ ให้นำไปทอดกฐิน สร้างกุศล เพื่อเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาสืบไป และอุทิศกุศลกรวดน้ำให้พ่อด้วย จะได้ไปเกิดเป็นมนุษย์เสียที เพราะหมดปัญญาที่จะรักษาสมบัติที่หามาทั้งชีวิตไว้ได้แล้ว

เมื่อลูกชายกตัญญูตื่นจากนิทราให้ทบทวนถึงนิมิตเมื่อค่ำคืน และไม่รอช้าที่จะปฏิบัติตามคำร้องขอจากพ่อ เมื่อพบทรัพย์สมบัติตามที่พ่อบอก ก็ไปจองกฐินที่วัดแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้น้ำ พอเข้าฤดูกฐินน้ำหลาก ลูกชายได้จัดงานทอดกฐินไปตามประสงค์ ประดับเรือองค์กฐินอย่างงดงาม ปักธงจระเข้ไว้หน้าเรือ ที่แปลก คือ มีจระเข้ตัวใหญ่ว่ายน้ำนำเรือกฐินไปจนถึงวัด และจมหายไปที่ท่าน้ำวัดนั่นเอง

ธงกฐินรูปนางมัจฉาถือดอกบัว ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน (เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่าอานิสงค์จากการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์จะมีรูปงาม) ปริศนาหมายถึง ความหลงหรือโมหะโดยรูปร่างแล้วอาจหมายถึง คนอะไรหรือสัตว์อะไร ดูไม่ออกบอกไม่ถูกว่าเป็นรูปสัตว์หรือรูปคน ท่อนล่างเป็นปลาท่อนบนเป็นคน ผู้ที่พบเห็นก็เกิดความสงสัย คือ คนที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทั้งความคิด การกระทำ พฤติกรรม เปรียบเสมือนโมหะ คือ ความหลงหรือผู้หลง ความลังเลสงสัย

ธงกฐินรูปตะขาบหรือแมลงป่องคาบดอกบัว ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว

ปริศนาหมายถึง ความโกรธ ธรรมชาติของสัตว์ทั้งสองนี้เป็นสัตว์ที่มีพิษร้าย ถ้าใครโดนตะขาบ หรือแมลงป่องกัดหรือต่อย จะเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดเหล่านั้นมียา หรือของที่แก้ให้หาย บรรเทาปวดได้ เปรียบได้กับโทสะ เพราะโทสะนี้เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นง่าย เกิดขึ้นเร็ว และรุนแรง แต่ก็หายเร็ว หรือที่เรียกว่าโกรธง่ายหายเร็ว

ธงกฐินรูปเต่าคาบดอกบัว ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว (จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12) ปริศนาหมายถึง ศีลหรืออินทรีย์สังวร (การสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู  จมูก ลิ้น กาย และใจ) สัญชาตญาณการหลบภัยของเต่า คือ การหดส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าไว้ในกระดอง ป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้ายต่างๆ

ปัจจุบันนี้จะเห็นธงกฐินรูปจระเข้ และนางมัจฉาได้บ้าง ส่วนธงรูปตะขาบกับเต่าหาชมยากเต็มที บางวัดจะใช้ธงธรรมจักรแทน ผู้ที่ต้องการผลบุญจากการทอดกฐินอย่างแท้จริง ควรมีความสำรวมระวัง ไม่ให้เกิดอกุศลจากอินทรีย์ทั้ง 6 ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เกิดความท้อถอยความตั้งใจในมหาบุญที่จะก่อเกิด

ก่อนถึงฤดูกฐินในปีหน้า ลองตั้งจิตภาวนาดูนะครับ โบราณท่านว่ากุศลจากการทอดกฐินนี้แรงจริงๆ ไม่เชื่อต้องพิสูจน์นะครับ

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.

About The Author

Profile photo of miracle2727

ASDFSADFASD ASDFA SDFASD FASDASDF ASDFASDFASDFASDFASDFASDFASDF ASDFASDFASDFASDF DSADFASDFASD ADSFADSFASDF ASDFASDFASDF ASDFASDFASDF ASDFSADFASF ASDFASDFASDFA ASDFASDFASD DSAFASDFSADF

Related posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Translate »

Responsive WordPress Theme Freetheme wordpress magazine responsive freetheme wordpress news responsive freeWORDPRESS PLUGIN PREMIUM FREEDownload theme free